[Fic the GazettE]...Contrariant Mind...[02]

posted on 30 Jun 2011 12:29 by yuliyafiction


 

ตอนแรกกะว่าจะปั่นศจ....ริคชาร์ลส์ต่อแม้ๆ ไหงเอาความจิตมาลงที่อิเจ๊อีกแล้วก็ไม่รู๊วววววววววววววว

 

ก็เขาไม่กล้าทำร้ายศจ.คุณหนูแบบที่ทำกับเจ๊นี่น่า << ลำเอียง??

 




[Sumire]

 

 

 

รักนาย...รักนาย...รักนาย..

 

....ฉันรักนาย!!

 

 

แม้จะพูดคำนี้ดังเพียงไหน พร่ำบอกคำรักซ้ำซ้้าหรือมากมายเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว  ....เพราะไม่ว่าที่ไหนก็ไม่มีนายอยู่อีกแล้ว

 

 

...บนโลกใบนี้ไม่มีนายอยู่อีกแล้ว

 

 

 

'เรย์ตะ'

 

 

 

 

 

 

“จากการสแกนคลื่นสมองไม่ผิดความผิดปกติอะไรที่ชัดเจน น่าจะมาจากอย่างอื่นมากกว่าอุบัติเหตุ ถ้าจะให้ฉันสันนิษฐาน ฉันว่า ‘ตัวคนไข้’ เอง น่าจะมีการกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจมาก่อน  จึงมีความต้องการที่จะลืมบางสิ่งบางอย่าง อ๋อ...แล้วก็ผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียดออกมาแล้วนะ”

 

แพทย์หนุ่มหน้าสวยนามซากิโตะผู้รัวเร็ว  แฟ้มเอกสารวินิจฉัยถูกโยนลงตรงหน้า ร่างสูงเปิดอ่านคร่าวๆ อย่างไม่ใส่ใจในทีแรก แต่พอถึงผลช่วงท้ายๆ คิ้วเรียวยาวก็ขมวดหม่น มือขาวปิดแฟ้มลง ก่อนจะเบือนสายตามายังคนที่รออยู่เพื่อขอคำตอบ

 

“ใช่... คนไข้นายคนนี้มีร่องรอยการถูก ‘ล่วงละเมิดทางเพศทางทวารหนัก’ อย่างรุนแรง”

 

หนุ่มร่างเพรียวยิ้มเยาะบางๆ เป็นรอยยิ้มเหยียดหยันที่ไม่แน่ชัดว่ามอบให้ใคร ก่อนจะเอ่ยถามต่อ

 

“แล้วได้ติดต่อญาติหรือคนรู้จักเพื่อแจ้งให้ทราบหรือยัง?”

 

อุรุฮะส่ายหน้าช้าๆ ก่อนตอบ

 

“ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตนอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องจะตามหาญาติน่ะ ลืมไปได้เลย ส่วนชื่อที่จำได้ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ชื่อจริง”

 

พูดเสร็จก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูท่าอะไรก็ยุ่งยากไปซะหมด...

 

ร่างสูงเสยผมสีทองยาวของตัวเองด้วยความยุ่งยากใจ เขาไม่เคยชอบเรื่องยุ่งยาก จึงอะไรสลับซับซ้อนนี่ขอลาก่อนเลย ที่มาเป็นหมอนี่ก็เพราะ....

 

 

 

 

 

 

 ‘เฮ้ย! เก่งนี่หว่า เรียนหมอดิวะอุรุฮะ!!’

 

เรย์ตะพูดอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นเขาทำแผลให้บนเองอย่างเรียบร้อย แถมเบามืออีกตั้งหาก 

 

‘จะบ้าเรอะ! เรียนยากจะตายห่า พอจบแล้วก็ต้องไปรักษาคนต่ออีก ยุ่งยากจะชัก ทำเป็นไม่รู้ไปได้ว่าฉันไม่ชอบยุ่งกับชาวบ้าน’

 

เขายังจำได้ดี... 

ว่าตนเองตอบไปอย่างไร จำได้ทุกอย่าง 

 

แม้กระทั่งรอยยิ้มร่าเริงที่แฝงความคาดหวังอย่างสุดใจไว้ 

 

‘อย่างน้อยก็ไว้รักษาฉันไงวะ! สบายจะตายมีเพื่อนเป็นหมอ แกเก่งทำได้อยู่แล้ว!!’

 

แค่นั้น...แค่เพราะสายตานั้นและน้ำเสียงที่คาดหวังนั้น ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะเรียนหมอ เพื่ออย่างน้อยๆ จะได้เห็นรอยยิ้มยินดีของเรย์ตะอีกหลายๆ ครั้ง และได้รักษา ‘เพื่อน’ คนสำคัญด้วยตัวเอง

 

 

แต่ตอนนี้.... ไม่มีอีกแล้ว

เจ้าของรอยยิ้มและน้ำเสียงอันคุ้นเคยนั้น หรือแม้แต่สายตาที่จ้องมองมาที่เขาอย่างซื่อตรงและร่าเริงคนนั้น

 

 

 

 

 

 

เสียงเคาะประตูฉุดเขาขึ้นจากภวังค์อีกครั้ง หลังจากคำอนุญาต ร่างบอบบางของนางพยาบาลสาวก็ก้าวเข้ามาในห้อง

 

“คุณหมออุรุฮะค่ะ คนไข้ห้อง 401 ‘อาโออิซัง’ ฟื้นแล้วค่ะ”

 

สิ้นคำเสียงหวานๆ ที่เอ่ยบอก ร่างสูงก็เอ่ยขอตัวกับเพื่อนสนิทร่วมสถาบันและงานไปทำตามหน้าที่ เขาเดินตามแผ่นหลังบางของหญิงสาวตรงหน้าไปเรื่อยๆ ในหัวก็ครุ่นคิดสิ่งที่กังวลใจมากมายไปด้วย

 

คนไข้คนนั้นมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกติดใจ ดวงตาเรียวดำขลับคู่นั้น....ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก คุ้นเคย....ระคนเจ็บปวดแบบยากที่จะเข้าใจ

 

บานประตูสีขาวที่มีแผ่นเหล็ก ‘401’ ปรากฏแก่สายตา นางพยาบาลเปิดมันออกและผายมือให้เขาเดินนำเข้าไปก่อน สิ่งแรกที่เห็นคือแผ่นหลังที่ดูบอบบางราวกับจะแตกสลายได้ของผู้อยู่ในห้อง ปอยผมยาวสีดำระเรี่ยตามแผ่นหลังตัดกันกับสีขาวของชุดที่สวมใส่

 

เหมือนรู้ตัว...เจ้าของแผ่นหลังหันกลับมาสบตาเขา

 

นัยน์ตาเรียวสีดำขลับอันซื่อตรงระคนเลื่อนลอยนั้น ช่างคุ้นเคยและคล้ายคลึงในความทรงจำ

 

 

ใช่....

ดวงตาของคนคนนี้เหมือนกับ ‘เรย์ตะ’ …..

 

 

 

 

 

[Calm Envy]

 

 

ดวงตาที่เคยคมกริบและเย็นชาคู่นั้นกำลังมองผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ดูปวดร้าวระคนเยาะหยันในตัวเอง อาโออิมองด้วยความไม่เข้าใจ

 

...ทำไมกันล่ะ? 

 

 

แต่เขาไม่กล้าเอ่ยถามหรือเปิดปากใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีเสียงสักนิดเล็ดรอดจากริมฝีปากแม้แต่น้อย ก่อนที่คนตรงหน้าจะมานางพยาบาลคนที่เฝ้าเขาอยู่ก็เอ่ยถามอะไรต่อมิอะไรไปมากมาย หากเขาไม่สามารถตอบได้แม้แต่น้อย

 

ในความทรงจำอันเลือนรางที่เหลืออยู่น้อยนิด มีเพียงแสงสว่างจ้า เสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก และ...น้ำเสียงคุ้นเคยที่เรียกผมซ้ำๆ ว่า ‘อาโออิ’ เสียงนั้น....ที่สร้างความหวาดกลัวให้จับใจ

 

ผมจึงได้รู้เรื่องราวคร่าวๆ ว่าผมประสบอุบัติเหตุจากการช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วจากนั้นแรงกระแทกจากรถชนก็ทำให้ผมล้มลงหัวฟาดพื้น ศีรษะแตกเย็บไปหลายเข็ม และคงได้รับความกระทบกระเทือนจากการกระแทกนั้นจนสมองเสื่อม....สูญเสียความทรงจำไปชั่วคราว

 

ผมมองหมอเจ้าของไข้ตัวเองคุยกับนางพยาบาล

 

ผมสีน้ำตาลทองยาวรับกับใบหน้าคมคายและผิวขาวจัดของเจ้าตัว รวมกับรูปร่างสูงสมส่วนและนัยน์ตาคมกริบสีเข้ม จากทั้งหมดที่ว่ามาจัดได้ว่าเป็นผู้ชายที่ดูดีจนหาตัวจับได้ยาก เพียงแต่ใบหน้ากับนัยน์ตานั้นเย็นชาราวน้ำแข็งและท่าทีไม่ใส่ใจใครนั้น ทำให้คนคนนี้ดูน่ากลัว ไม่ชวนให้ใครเข้าใกล้ไป

 

ไม่นานนักคนที่มองจ้องก็หันมา ขายาวๆ ก้าวมายังเตียงที่ผมกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ ตอนนี้นัยน์ตาคู่นั้นกลับมาเย็นชาเช่นเดิมแล้ว ในมือมีแฟ้มรายงานอาการที่ถูกส่งให้ระหว่างเดินเข้ามา

 

“อาการคุณไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมาก รอยเย็บบนศีรษะก็สมานตัวดี อีกไม่นานก็คงเอาไหม้ออกได้ ส่วนอาการอื่นๆ คุณของทราบจากพยาบาลแล้ว”

 

ร่างสูงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ก่อนจะปิดลง แล้วหันไปทางพยาบาลสาวข้างกายให้พูดต่อแทน

 

“แต่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถติดต่อญาติหรือคนรู้จักคุณได้เลย เพราะในตัวคุณไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตนเลยค่ะ เกรงว่าคุณคงต้องอยุ่โรงพยาบาลเราต่อแม้จะหายดี แต่คงแค่ระยะสั้นๆ เพราะตอนนี้ทางเราเองก็ประสานงานกับทางตำรวจอยู่อีกไม่นานก็คงได้เรื่องไม่ต้องห่วงนะคะ”

 

อาโออิรับสั่งอย่างเลื่อนลอย ไม่รู้ทำไมเหมือนกันน่ะ....เขาไม่มีความรู้สึกกระตือรือล้นในการฟื้นฟูความทรงจำหรือตามหาคนรู้จักเลย สัญชาตญาณในใจเตือนอยู่ลึกๆ ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ดีกับตัวเองเอาซะเลยกับตามหาสิ่งที่หายไปจากความทรงจำเขาตอนนี้

 

“ห้องฉันมีห้องที่ไม่ได้ใช้อยู่ห้องหนึ่ง ถ้ายังไง...หลังจากหายดี แล้วยังเกิดจำอะไรไม่ได้ ในฐานะหมอเจ้าของไข้ ไปอยู่กับฉันก่อนก็ได้”

 

หมอหนุ่ม..หรือที่ในอนาคตเขาจะเรียกว่า ‘อุรุฮะซัง’ พูดขึ้นกลางปล้องอย่างผิดวิสัย จนพยาบาลที่ยืนข้างกันมองด้วยความงุนงง และเพื่อย้ำความจริงจังก็ซ้ำทับไปยังนางพยาบาลอีกที

 

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? ริกะซัง”

 

“ม่ะ...ไม่น่ามีปัญหาอะไรน่ะค่ะ แต่เดี๋ยวขอดิฉันไปสอบถามกับหัวหน้าพยาบาลเพื่อความแน่นอนก่อนนะคะ” ร่างบางล่ำลั่กบอก ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งชายหนุ่มสองคนในอยู่ในห้องผู้ป่วยที่ปราศจากเสียงใดใดไว้เบื้องหลัง

 

“คุณช่วยผมทำไม?”

 

ผมถาม... จากการสังเกตปฏิกิริยาคนรอบข้างและคาดเดานิสัยจากบุคลิกคนตรงหน้าแล้ว เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่น่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่อีกฝ่ายคิดจะทำด้วยซ้ำ

 

...มนุษยธรรม จรรยาบรรณ ความเมตตา?? 

 

ไม่ว่าสิ่งไหนก็ดูจะเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น จะว่าเป็นคนรู้จักกันก็ไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาคงได้ติดต่อกับญาติตัวเองหรือรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองมากกว่านี้แล้ว

 

คนที่ควรจะตอบคำตอบมองหน้าผมนิ่ง ราวกับพิจารณาอะไรบางอย่าง ดวงตาคู่คมนั้นจ้องเน้นมาที่ดวงตาผม....ดุจวิเคราะห์และค้นคว้าถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน

 

“ฉันก็แค่จะพิสูจน์อะไรบางอย่าง....มันก็เท่านั้น”

 

ร่างสูงยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย  ฝ่ามือเรียวยาวสอดเข้าไปในกระเป๋าข้างของเสื้อกาวน์ที่สวมอยู่  ก่อนจะหันหลังเดินออกไป สวนกับนางพยาบาลที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เช่นเคย....เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทั้งสองหยุดคุยกันในระยะที่ไกลเกินกว่าเขาจะได้ยิน สีหน้าเรียบเฉยของแพทย์ผิดกับท่าทางร้อนรนของนางพยาบาลอย่างสิ้นเชิง ก่อนที่จะก้าวออกไปจากห้องเมื่อธุระเสร็จสิ้นลง

 

นางพยาบาลคนนั้นผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินเข้ามาซักถามรายละเอียดจิปาถะกับผมอีกสองสามเรื่อง เมื่อผมไม่มีปัญหาอะไรเธอก็ดูล่วงใจ

 

 

สำหรับผมแล้ว....

เหมือนไม่มีอะไรจะเสียเลยนี่น่ะ? จำอะไรไม่ได้สักอย่าง...

 

 

ตอนนี้.. 

ไม่ว่าอะไรหรือกับใครก็ยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ 

 

 

จู่ๆ ความคิดแบบนี้ก็ผุดขึ้นมาราวกับจิตใต้สำนึกผม ทำมันเพื่อประชดใครอย่างไรอย่างงั้น

 

 

TBC.

 

Talk Zone : ไม่ได้แต่งฟิคมานานมากกกกกกกกก ดองไว้หลายเรื่อง ไม่รู้คิดไงถึงได้หยิบเรื่องนี้มาแต่งต่อก่อนใครเพื่อน ทั้งๆ ที่ใจจริงอยากแต่ง Shiroki Yuutsu ให้จบก่อนแท้ๆ เอาเป็นว่าช่วยเม้นท์เป็นกำลังใจกับฟิคอะไรก็ไม่รู้นี้ด้วยนะคร้าาาาาาาาาาา

 

[Fic X-MEN:1st]Rage and Serenity[1.1]

posted on 27 Jun 2011 03:26 by yuliyafiction
 
หัวบล็อค อย่าใส่ใจค่ะ นั่นสายหลักจขบ. ฮาาาาาาาาาา แต่นี่บล็อคฟิคนะคะ บล็อคหลักจริงๆ อีกบล็อคหนึ่ง..ฮา
 
 
 
 
Title : Between Rage and Serenity
Fandom : X - Men : First Class
Rate : ตอนนี้ PG-13
Pairing : Erik*Charles (หลัก) Erik*Mystique,Mystique>Charles (รอง)

Warning :
 
แต่งด้วยอารมณ์เพ้อล้วนๆ ห่างหายจากการแต่งฟิคไปนับเดือน แต่ไม่ไหวทนกับความน่ารักของศจ.คุณหนูและพี่อีริคจนต้องหาที่ระบาย สำนวนแปร่งๆ ใช้คำแปลกๆ ไปบ้างต้องขออภัยนะคะ


เปิดซาวน์ First Class ,Sub Lift และ Rage and Serenity คลอไปด้วยระหว่างแต่ง ได้อารมณ์มากมายก๊ะ
 
 
ปล.หวังว่าจะไม่เกินสามตอนจบ << บอกตัวเอง??
 
 
 
-----------------------------------------------------
 
 
 
 
 
::Charles's View::
 
 
 
 
 

แสงสว่างจากเตาผิงเริ่มเลือนรางลงทุกที ตามไฟที่เผาฟืนไม้ให้มอดไหม้ หากชาร์ลส์ยังคงมองเห็น 'เปลวไฟ' ในดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้าชัดเจน

 

...ไฟแห่งความแค้นที่ไม่เคยมอดดับ

 

 

'การฆ่าจะทำให้นายไม่สงบ..เพื่อนรัก'

 

เขาพูด

 

'ความสงบไม่เคยอยู่ในตัวเลือก'

 

และนั่นคือคำตอบ....

 

 

หมากรุกบนกระดานค้างอยู่เช่นนั้น นานเท่ากับเวลาที่บทสนทนาหยุดลง เขารู้มาเสมอ...รู้มาตลอดนับตั้งแต่พบกันครั้งแรก สิ่งที่ผลัดกันอีริคให้มีชีวิตและดิ้นรนมาจนถึงทุกวันนี้คือ 'ไฟแค้น' ที่มีต่อตัวชอว์ หากในใจลึกๆ ก็ยังคงหวังอยู่เสมอเช่นกัน ว่ากาลเวลาอาจจะทำให้ 'ไฟ' นั้นสงบลง แต่ไม่เลย....อีริคไม่เคยดับมัน มันปะทุขึ้นทุกครั้งเสมอ เมื่อยามที่เขาตกอยู่ในภวังค์ความแค้น

 

"ฉันจะหยุดนาย"

 

ชาร์ลส์พูด ดวงตาสีฟ้าสบนิ่งกับนัยน์ตาคมกล้าที่ประสานมา อีริคไม่เคยหลบตา และไม่เคยปิดบังความนึกคิดในหัวตน ชายหนุ่มซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเองเสมอ

 

 

...และครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

 

ชัดเจน...เสียจนเขาไม่ต้องอ่านใจก็รับรู้ได้ แม้ว่าเขาจะไม่อ่านใจอีริคอยู่แล้วก็เถอะ ลึกๆ เขาเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเข้าใจถึงความนึกคิดในใจของอีริคได้ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่า....เขาเองอยากให้ตนเข้าใจสิ่งที่รับรู้ผิดเหลือเกิน

 

เสียงของตะกอนไม้ดังขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบงัน แสงสลัวสีส้มจางอาบไล้บางส่วนของพื้นพรม แต่แสงของมันไม่มากพอที่จะสว่างจนทำให้เขามองเห็นสีหน้าของอีริคได้เลย

 

ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามยันกายลุกขึ้น  ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

 

"นายพักเถอะ เรายังต้องเก็บแรงไว้พรุ่งนี้"

 

แล้วขายาวๆ พาเจ้าของร่างลับสายตาไป หลังจากนั้นไม่นานนัก ชาร์ลส์มองตามแผ่นหลังกว้างที่ดูโดดเดี่ยวและห่างไกลกว่าทุกทีด้วยความปวดใจเร้นลึก

 

 

บางที......

เขาอาจไม่ปรารถนาให้วันพรุ่งนี้มาถึง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความนึกคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว แน่นอน... มันทำให้เขานอนไม่หลับ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาที่กระสับกระส่ายอยู่บนเตียงอยู่นานสองนาน ตัดสินใจลงมาหานมอุ่นๆ สักแก้วหรืออะไรสักอย่างให้ข่มตาหลับลง

 

"เรเวน! ให้ตายสิ! เสื้อผ้าเธอไปไหนหมด!!"

 

หากร่างสีฟ้าสวยที่ยืนโอดรูปร่างงดงามราวจิตรกรวาดที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาจนเผอลขึ้นเสียงใส่มากกว่าปกติที่เป็น

 

เรเวนเป็นน้องสาว......เป็นเพื่อนมิวแทนต์คนแรกของเขา

 

เหตุผลแค่สองข้อนี้ก็มากพอที่จะทำให้เขาไม่สามารถคิดเกินเลยหรือทำอะไรที่ไม่สมควรกับเธอ

 

"ทีตอนเจอกันครั้งแรกเธอไม่เห็นพูดงี้ ใช่ซี้..ลูกสัตว์เลี้ยงตอนเล็กๆ มันก็น่ารักดี ไม่เหมือนตอนโต!"

 

ชาร์ลส์เผลอกลั้นหายใจอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนจะข่มสติที่ฟุ้งซ่านของตัวเอง แล้วพูดคุยกับเรเวน แต่ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่ บทสนทนาครั้งนี้ระหว่างเขากับเรเวนจบไม่สวย

 

...เช่นเดียวกับอีริคก่อนหน้านี้

 

 

 

 

 

"อีริค?!"

 

หางเสียงสูงขึ้นอัตโนมัติด้วยความมึนงง ร่างสูงตรงคุ้นตาในชุดเดียวกับที่เห็นตอนแยกกันชัดเจนในคลองสายตา

 

...ทำไมอีริคถึงมาอยู่ในห้องเขาในเวลาแบบนี้กัน??

 

เจ้าของชื่อยักคิ้วเล็กน้อยอย่างยียวน ก่อนจะส่งสัญญาณให้ปิดประตู ซึ่งเขาก็ทำตาม..ปราศจากความแคลงใจใดๆ ทั้งสิ้น จึงไม่ทันได้ยินเสียงกลอนประตูที่ถูกล็อคอย่างแผ่วเบาทันทีที่หันหลังให้แม้แต่น้อย

 

“ฉันนึกว่านายไปนอนแล้วซะอีก??” ชาร์ลส์ถาม ขณะที่นั่งลงบนเก้าอี้ภายในห้อง เนื่องจากร่างสูงครอบครองพื้นที่บนเตียงเขาอย่างสบายอารมณ์

 

 

 

 

อีริคยิ้ม...

 

...แต่เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้รู้สึกพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูก

 

 

 

TBC.

 

เดี๋ยวจบแล้วขอเขียนทอล์คยาวๆ ตอนนี้ขอไปนอนก่อนล่ะคร้าาาาาาาาาาาาาา

 

[Fic the GazettE]...Contrariant Mind...[01]

posted on 15 Mar 2011 23:15 by yuliyafiction

[Sumire]

 

 

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา                                                                               

.แล้วก็....

...ขอโทษนะ

 

 

 

....ฉันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย ไม่เคยเข้าใจเลย

 

นายกลับมาบอกฉันทีสิ...

.....เรย์ตะ

 

 

 

"อุรุฮะ... เรย์ตะ.... เรย์ตะ เขาไม่อยู่แล้ว เขาไปแล้ว"

เสียงเล็กๆ  จากร่างบางตรงหน้าทำให้เขาต้องเลื่อนสายตาขึ้นจากมือที่เปื้อนเลือดเต็มไปหมดของตัวเอง  

 

รูกิกำลังร้องไห้อยู่....

 

ทำไมกันล่ะ?

เวลาอย่างนี้... นายจะเป็นคนแรกที่คอยปลอบรูกิเสมอนี่....

 

แล้วนายไปไหนกันเรย์ตะ??

 

..นายไปอยู่ที่ไหนกันเรย์ตะ

 

 

“ไปไหน? หมอนั่นไปไหนกันรูกิ? เมื่อกี้...ก็เมื่อกี้นี้”

 

นัยน์ตาว่างเปล่ามองตอบคนที่กำลังสะอื้นไห้ ร่างเล็กหอบจนตัวโยนและดูเหมือนจะร้องไห้หนักกว่าเดิม เมื่อเขาถามกลับไป  ยูระกัดฟันกรอด..... ทนไม่ได้กับภาพที่เห็นอีกต่อไป เขาดึงรูกิออกมา ก่อนจะตรงเข้าไปหาร่างสูงของเพื่อนสนิทที่กำลังปฏิเสธความจริงอยู่

 

“เรย์ตะตายแล้ว! หมอนั่นตายแล้ว!! เขากระโดดจากดาดฟ้าลงมาตรงหน้านาย!!”

 

มือใหญ่เขย่าร่างคนที่ทำเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วอย่างรุนแรง  อุรุฮะก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง ไม่เพียงแค่มือทั้งสองข้าง เลือดสีแดงฉานนั้นสาดกระเซ็นเปรอะไปหมดทั้งร่างเขา ย้อมสีเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาเป็นด่างเป็นดวง มีหลายส่วนที่ซึมลึกและยากที่จะลบเลือน

 

...เหมือนกับใจเขา

 

อุรุฮะจำได้ว่าตัวเองกรีดร้องสุดเสียง แล้วก็พุ่งไปเขย่าประตูห้องผ่าตัดอย่างบ้าคลั่ง ดิ้นรนขัดขืนทั้งบุรุษพยาบาลทั้งยูระที่โถมมาจับตัวไว้จนหลุด แล้วเข้าไปพบกับความจริงที่ต้องเผชิญ..

 

...ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง!!

 

เขากอดร่างเย็นชืดที่ไร้วิญญาณเบื้องหน้าแน่น ก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

 

 

 

 

 

“คุณหมอ... คุณหมอค่ะ! อุรุฮะซัง!!”

 

นางพยาบาลสาวตะโกนเรียกด้วยเสียงที่ไม่เบานัก  และเมื่อหันหน้าไปตามเสียงเรียก ก็พบว่าคนไข้ที่นัดดูอาการไว้มาแล้ว  เขาพยักหน้าให้เธอสองสามทีเป็นเชิงรับรู้และอนุญาตให้ปล่อยคนไข้เข้ามาได้เลย แล้วช่วงเวลาหลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยคนไข้มากหน้าหลายตาที่เข้ามาหาเขาตลอดวัน เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า... เขามักจะทำงานจนแทบไม่มีเวลาหายใจเช่นนี้เสมอ เพื่อไม่ให้มีเวลาว่างมากพอที่จะคิดถึงเรื่องใน ‘วันนั้น’ แต่เหมือนพระเจ้าจงใจแกล้งเขา  ทำให้วันนี้เขามีนัดพบกับคนไข้แค่ช่วงบ่ายเท่านั้น เวลาว่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาเนิ่นนานจึงถือโอกาสทำร้ายเขาอย่างเลือดเย็น

 

อุรุฮะมองหน้าตัวเองในกระจก....  เห็นใบหน้าเย็นชาว่างเปล่าของใครคนหนึ่งสะท้อนกลับมา

 

สามปี....

นับจาก ‘วันนั้น’ วันนี้เป็นวันครบรอบรูกิจึงโทรมาหาเขาตั้งแต่เช้า น้ำเสียงสั่นเครือและเศร้าสร้อยไม่เปลี่ยนไปจาก ‘วันนั้น’ ยังวนเวียนอยู่ในหัวอยู่เลย

 

//อุรุฮะ.... วันนี้ฉันจะไปเยี่ยมเรย์ตะนะ  นายจะมามั้ย//

 

(ไม่ล่ะ วันนี้ฉันมีนัดตรวจกับคนไข้ คิวยาวไปถึงเย็นแน่ะ)

 

//เหรอ... แต่นายไม่เคยมาเลยนะ นี่ก็ปีที่สามแล้ว ถ้านายมา...เรย์ตะคงดีใจ//

 

ลมหายใจสะดุดไปชั่ววูบหนึ่ง ได้แต่อืออาตอบไปตามเรื่อง ที่จริงหูเขาจำบทสนทนาต่อจากนั้นไม่ได้อีกแล้ว  เพราะประโยคสุดท้ายมันดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น

 

ถ้านายมา...เรย์ตะคงดีใจ

 

...เรย์ตะคงดีใจ

 

ตลอดมา...เขาปฏิเสธความจริงมาตลอดว่า ‘เรย์ตะ’ ไม่อยู่แล้ว เขาขี้ขลาดและกลัวเกินกว่าจะคิดว่าบนโลกใบนี้ไม่มีเจ้าของชื่อนี้อยู่อีกแล้ว

 

...ทั้งรอยยิ้ม ทั้งน้ำตา ทั้งเสียงนั้น กระทั่งสัมผัสจากผิวกาย ทุกสิ่ง....ทุกๆ อย่างเขายังจำได้ดีแท้ๆ ภาพความทรงจำในแต่ละวันที่ไม่เคยลบเลือน

 

 

ถึงแม้...

ไม่ว่าที่ไหน....ไม่ว่าที่ใด ‘เรย์ตะ’ ก็ไม่อยู่แล้วก็ตาม

 

 

 

[Calm Envy]

 

 

อิจฉาจัง...

การที่มีใครสักคน....รัก และเฝ้าคิดถึงเราขนาดนั้น

 

....แม้ว่าเราจะตายจากไปแล้วก็ตาม

 

อิจฉา....

เพราะผมโหยหามันเหลือเกิน

 

 

แสงสว่างเจิดจ้าสาดเข้ามาในประสาทตา สีขาวโพลนว่างเปล่ากลืนกินสมองและความนึกคิดไป

 

สำนึกสุดท้ายที่รับรู้คือเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกที่ดังระงมและเสียงล้อรถที่บดเบียดกับพื้นถนนดังลั่น

 

...และสีแดงฉานก็ฟุ้งกระจายกลบสีขาวจ้าก่อนหน้าจนสิ้น

 

 

 

เปลือกตากะพริบปริบ...อย่างอ่อนแรง ร่างกายชาขยับไม่ได้แม้แต่ส่วนเดียว ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายามฝืนมองสภาพรอบกาย...

 

เครื่องระโยงระยาง ห้องสีขาวสะอาด ผู้คนมากมายวิ่งวุ่นร้อนรน..

 

..ใคร...กัน? ที่นี่...ที่ไหน?

 

........แล้วผมเป็นใครกัน?

 

 

ลมหายใจสั่นไหว แผ่นอกกระตุ้นแรงด้วยอาการหอบ ใจเต้นระรัว

 

“ไม่เป็นไร”

 

น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกด้วยน้ำคำอ่อนโยน ผิดกับใบหน้าคมเย็นชา หากผมสีน้ำตาลทองสว่างที่ล้อมกรอบใบหน้าเจ้าตัวขับให้ดูเยือกเย็นราวยมทูตก็ไม่ปาน แต่ดวงตาคู่คมที่ถูกปิดกั้นด้วยเลนส์ใสของแว่นตาให้ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด

 

 

…………………………

…………..

 

.....แล้วผม...ก็หมดสติไปอีกครั้ง

 

 

 

คราวนี้กลับฝัน...ในฝันผมได้ยินอย่างเสียงทุ้มนุ่มของใครคนหนึ่งพรอดกระซิบอยู่ริมหู เรียกซ้ำๆ ฟังดูอ่อนโยนราวล่องลอยในสรวงสวรรค์อันลางเลือน

 

“อาโออิ....อาโออิ...”           

 

เสียงนั้นเรียกผมซ้ำๆ ราวย้ำเตือนการมีตัวตน หากสิ่งที่ก้องในหูกับเป็นเสียงอื้ออาฟังไม่ได้ศัพท์ของตัวเองที่ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้และความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวประหนึ่งถูกฉีกร่างออกเป็นสองส่วนทั้งเป็น

 

ดังนั้น..เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระ ผมจึงกรีดร้องอย่างสุดเสียง และผวาลุกจากสภาพที่เป็นอยู่ ติดแต่แรงรึงรั้งของสายน้ำเกลือกับฝ่ามือเรียวยาวของใครอีกคนที่ดันเบาๆ สวนมาให้กลับลงไปนอนตามเดิม

 

ผมพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้จะยังทั้งหอบและสั่นอยู่มากก็ตามที มือทาบลงบนช่วงอกสัมผัสได้ถึงแรงเต้นของจังหวะหัวใจและความเจ็บปวดที่แล่นริ้วไปทุกส่วนทั่วร่าง กระทั่งบนหัวก็ยังตึงๆ พอจะเลื่อนมือไปแตะตามความเคยชิน เจ้าของมือที่ดันร่างตนเมื่อครู่ก็ปรามเสียงเย็น เรียกสายตาให้เบือนไปยังทิศทางนั้นแทบจะในทันที

 

“อย่าแตะ”

 

ใบหน้าคมคายเย็นชาเบื้องหลังกรอบเลนส์ใส ดวงตาคู่คมอันว่างเปล่า และเส้นผมสีน้ำตาลทองสว่างโดดเด่น

 

ผม..เคยเห็นคนๆ นี้

 

มือนั้นกดลงบนอินเตอร์คอมไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวผม แล้วก็กรอกเสียงเรียกลงไปทันทีโดยไม่รอสัญญาณตอบรับ ไม่นานนักพยาบาลกับผู้ช่วยแพทย์ก็เข็นอุปกรณ์เข้ามา ตรวจดูอาการผมเป็นการใหญ่ ก่อนจะหันไปรายงาน เจ้าของเสียงดุๆ เมื่อกี้ที่ยืนฟังอย่างสงบอยู่

 

“โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากนะคะ”

 

นางพยาบาลคนสวยส่งยิ้มให้ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

 

“ตอนนี้รอพักฟื้นร่างกาย แล้วก็รอดูผลข้างเคียงอีกหน่อย แต่เท่าที่ดูก็ไม่เป็นอะไรมากนะคะ ตอนคุณมากะทันหันมาก ไม่ทราบว่าจะให้ติดต่อญาติหรือใครให้ไหมคะ?”

 

มือเรียวบางจับผ้าห่ม แล้วก็ประคองจัดท่านอนให้ผมใหม่อย่างนิ่มนวล ผมมองเธอกลับด้วยสายตางงงันและสับสน

 

“ไม่รู้...ผมไม่รู้”

 

พอตอบไปอย่างนั้น หน้าเธอก็เสียทันใด ผมเลยพยายามคิด แต่พอเริ่มในหัวความเจ็บปวดก็แล่นปราดขึ้นมาอย่างทันที

 

ผมเป็นใคร?  ก่อนหน้านี้ทำอะไร....อยู่ที่ไหนเหรอ?

 

“โอ๊ย!”

 

มือแล่นขึ้นไปกุมศีรษะแน่น พร้อมกับจิกลงไปบนนั้นจนผ้าพันแผลที่พันเริ่มเคลื่อน

 

“ตายแล้ว!”

 

นางพยาบาลทาบฝ่ามือแตะริมฝีปาก ก่อนจะหันไปทางร่างสูงที่มีสีหน้าเครียดขึ้งขึ้นมา คิ้วเรียวขมวดมุ่น

 

“อุรุฮะซัง หรือว่าเขาจะ....”

 

เสียงพูดแทบจะกลายเป็นเสียงครางฮือในลำคอ ร่างสูงสาวเท้าเข้าไปใกล้ ดึงมือที่กำลังจิกทึ้งศีรษะตัวเอง ใบหน้าคมโน้มลงไปชิด ประสานสายตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงของคนตรงหน้า

 

“จำได้ไหมว่าตัวเองเป็นใคร? ชื่ออะไร”

 

ผมพยายามคิดอีกครั้ง..... ความเจ็บปวดก็กลับมาอีกเช่นกัน

 

“อาโออิ....อาโออิ...”

 

แต่ก็ได้ยินเสียง...เสียงนั้นที่อยู่ในความฝัน  เจ้าของเสียงนั้นเรียกผมว่า...

 

“อาโออิ”

 

ริมฝีปากบางพึมพำแผ่วเบา หากชัดเจนท่ามกลางความเงียบที่แม้แต่เสียงลมหายใจก็ดังก้องในขณะนี้ ร่างสูงมองเจ้าของชื่อ ‘อาโออิ’ นิ่ง ก่อนถามต่อ

 

“แล้วอย่างอื่นล่ะ?”

 

ผมคิดไปอีกครั้ง..... แต่ก็เห็นเพียงสีขาวสว่างจ้าจนแสบตาที่ถูกกลบมิดด้วยสีแดงฉานของเลือดในเวลาต่อมา เหมือนเส้นเลือดในหัวเต้นตุบตับตุบจนปวดไปหมดและแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด...

 

“..ไม่...ไม่รู้ เจ็บ...”

 

พูดได้แค่นั้น....แล้วผมก็หมดสติไปอีกครั้ง

 

 

TBC.

 

Talk Zone : เรื่องใหม่อีกแล้วววววววววววววว เรื่องที่แล้วเป็ดเป็นมะเร็ง เรื่องนี้เป็นหมอ....ฮา! แถมเปิดมาพี่เรย์ก็เดี้ยงไปแล้วซะด้วย กี้ก็ออกมาแค่เสียง ส่วนหนูไค.... (ตอนนี้)ยังไม่มีบท หึๆๆ 

 

เรื่องนี้อุ๊โอยนะฮร้าาาา แต่จะมีคู่อื่นแทรกแซงหรือสลับคู่ไหม? ต้องรอดูกันต่อไป...